แสดงความอาลัย
เมนูหลัก home ITA 2026 verified e-Service desktop_windows ระบบ egp view_list แชทกับหน่วยงาน Messenger
ย่อเมนู keyboard_arrow_down
เวกเตอร์โค้ง
พื้นหลัง

เทศบาลตำบลน้ำยืน
อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี

ยินดีต้อนรับ เข้าสู่เว็บไซต์ เทศบาลตำบลน้ำยืน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
check_circle ประวัติความเป็นมา
ตราสัญลักษณ์


ประวัติความเป็นมา
อำเภอน้ำยืนเดิมอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเดชอุดม กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศจัดตั้งเป็น กิ่งอำเภอน้ำยืน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2512 โดยมีเขตการปกครอง 4 ตำบล คือ ตำบลโซง ตำบลตาเกา ตำบลยาง และตำบลโดมประดิษฐ์ และได้จัดตั้งสุขาภิบาลน้ำยืนขึ้น ในท้องที่บางส่วนของตำบลโซง เมื่อ วันที่ 29 พฤษภาคม 2516 กิ่งอำเภอน้ำยืน ได้ยกฐานะเป็นอำเภอน้ำยืน เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 และสุขาภิบาลน้ำยืน ได้เปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาล เป็น เทศบาลตำบลน้ำยืน ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาล ขึ้นเป็นเทศบาลตำบล พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 มีพื้นที่รับผิดชอบทั้งหมด 5.04 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมเขตพื้นที่ตำบลสีวิเชียร จำนวน 9 หมู่บ้าน และเขตพื้นที่ตำบลโซง จำนวน 1 หมู่บ้าน จนถึงปัจจุบัน สาเหตุที่เรียกว่า อำเภอน้ำยืน ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ ประการที่ 1 เรียกชื่อตามหมู่บ้านน้ำยืน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอน้ำยืน ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 2 กิโลเมตร ประการที่ 2 เนื่องจากที่ว่าการอำเภอน้ำยืน ตั้งอยู่ระหว่างลำห้วย 3 สาย ไหลมาบรรจบกัน ประกอบด้วย ลำห้วยบอน ลำห้วยโซง และลำห้วยตาเอ็ม มีน้ำไหลตลอดปี เป็นที่อุดมด้วยแหล่งน้ำ จึงได้ชื่อว่า “อำเภอน้ำยืน”

ภาพสำนักงาน




















check_circle สภาพทั่วไป
ลักษณะที่ตั้ง
เทศบาลตำบลน้ำยืน มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ 333 หมู่ที่ 9 บ้านโนนทอง ตำบลสีวิเชียร อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) ของประเทศไทย โดยเทศบาลตำบลน้ำยืน ได้เปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาล (เดิม) ตามพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงฐานะสุขาภิบาลขึ้นเป็นเทศบาลตำบล พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2542

พื้นที่
เทศบาลตำบลน้ำยืน มีพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งสิ้น 5.04 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ของ ตำบลสีวิเชียร 9 หมู่บ้าน (หมู่ 1 บ้านวารีอุดม, หมู่ 2 บ้านโนนสวรรค์, หมู่ 4 บ้านโนนเจริญ, หมู่ 6 บ้านสงวนรัตน์, หมู่ 7 บ้านศรีเมืองใหม่, หมู่ 9 บ้านโนนทอง, หมู่ 10 บ้านสีวิเชียร, หมู่ 12 บ้านศรีบุญเรือง และ หมู่ 15 บ้านโนนเจริญศึกษา) และพื้นที่ของตำบลโซง อีก 1 หมู่บ้าน (หมู่ 6 บ้านน้ำยืน)

อาณาเขต
ทิศเหนือ -ตั้งแต่หลักเขตที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของถนนโนนคู่เขตโขงห่างจากถนนโนนคู่เขตโขงระยะทาง 80 เมตร และห่างจากถนนวิสูตรโยธาภิบาล ระยะทาง 420 เมตร ขนานกับถนนโนนคู่เขตโขงทางทิศตะวันออกถึงหลักเขตที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนกิจพันธ์ฟากตะวันออก -จากหลักเขตที่ 2 เลียบริมถนนกิจพันธ์ฟากตะวันออกไปทางทิศใต้ ถึงหลักเขตที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดที่บรรจบกับห้วยตาเอ็ม -จากหลักเขตที่ 3 เลียบริมห้วยตาเอ็มฝั่งตะวันออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถึงหลักเขตที่ 4 ซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบกับถนนสีวิเชียรฟากเหนือ -จากหลักเขตที่ 4 ขนานกับถนนสีวิเชียรไปทางทิศตะวันออก ถึงหลักที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก หลักเขตที่ 4 ระยะ 80 เมตร -จากหลักเขตที่ 5 เป็นเส้นโค้งขนานกับซอย 7 แล้วตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงหลักเขตที่ 6 ซึ่งตั้งอยู่ริมห้วยห่องแสงฝั่งตะวันตก ทิศใต้ -จากหลักเขตที่ 9 เลียบริมห้วยตาเอ็มฝั่งตะวันออก ไปบรรจบกับห้วยบอนบอนฝั่งใต้ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ แล้วข้ามห้วยบอน ถึงหลักเขตที่ 10 ซึ่งอยู่ริมถนนอนุสรณ์นิติสารฟากใต้ -จากหลักเขตที่ 10 เลียบถนนอนุสรณ์นิติสาร ไปทางทิศตะวันตก ถึงหลักเขตที่ 11 ซึ่งอยู่ปลายซอย 1 ฟากตะวันตก -จากหลักเขตที่ 11 ตรงไปทางทิศตะวันตก ถึงหลักเขตที่ 12 ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนพิทักษ์ประชา ฟากตะวันตก -จากหลักเขตที่ 12 เลียบริมถนนพิทักษ์ประชา ไปทางทิศเหนือ ถึงหลักที่ 13 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากหลักเขตที่ 12 ระยะทาง 350 เมตร -จากหลักเขตที่ 13 ขนานกับถนน รพช. ไปทางทิศตะวันตก ข้ามห้วยอันซอง ถึงหลักเขตที่ 14 ซึ่งตั้งอยู่ห้วยอันซองฝั่งตะวันตก ห่างจากหลักเขตที่ 13 ระยะทาง 210 เมตร ทิศตะวันออก -ตั้งแต่หลักเขตที่ 6 เลียบริมห้วยห่องแสงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถึงหลักเขตที่ 7 ซึ่งอยู่หางจากถนน ร.พ.ช. ไปทางทิศใต้ ระยะทาง 200 เมตร -จากหลักเขตที่ 7 ขนานกับถนรพช. ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ถึงหลักเขตที่ 8 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากหลักเขตที่ 7 ระยะทาง 900 เมตร -จากหลักเขตที่ 8 เป็นเส้นโค้งขนานกับถนน รพช. ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ถึงหลักเขตที่ 9 ซึ่งตั้งอยู่ตรงจุดบรรจบกับห้วยตาเอ็ม ทิศตะวันตก -จากหลักเขตที่ 14 เลียบริมห้วยอันซองฝั่งตะวันตก ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ถึงหลักเขตที่ 15 ซึ่งอยู่ห่างจากปากซอย 1 ระยะทาง 320 เมตร -จากหลักเขตที่ 15 ขนานกับถนน รพช. ไปทางทิศตะวันออก ถึงหลักเขตที่ 16 ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของถนนสีวิเชียร ระยะทาง 210 เมตร -จากหลักเขตที่ 16 ตรงไปทางทิศเหนือ ในแนวขนานกับถนนวิสูตรโยธาภิบาล ถึงหลักเขตที่ 17 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากถนนโนนคู่เขตโขง ระยะทาง 80 เมตร -จากหลักเขตที่ 17 ขนานกับถนนโนนคู่เขตโขง ไปทางทิศตะวันตก ถึงหลักเขตที่ 18 ตั้งอยู่ริมห้วยตาตุ้ม ฝั่งตะวันออก -จากหลักที่ 18 ตรงไปทางทิศเหนือ บรรจบกับหลักที่ 1

ประชากร
เทศบาลตำบลน้ำยืนมีประชากรตามสถิติการทะเบียนราษฎร ทั้งสิ้น 9,058 คน เป็น ชาย 4,490 คน และ หญิง 4,568 คน จำนวนประชากรเฉลี่ย 1,797 คน/ตร.กม. มีจำนวนครัวเรือน 3,239 ครัวเรือน ความหนาแน่นของครัวเรือนเฉลี่ย 643 ครัวเรือน/ตร.กม ลำดับที่ ชื่อชุมชน หมู่ที่ ตำบล ชาย หญิง รวม 1 วารีอุดม 1 สีวิเชียร 376 342 718 2 โนนสวรรค์ 2 สีวิเชียร 449 489 938 3 โนนเจริญ 4 สีวิเชียร 219 247 466 4 สงวนรัตน์ 6 สีวิเชียร 513 561 1,074 5 ศรีเมือง 7 สีวิเชียร 339 332 671 6 โนนทอง 9 สีวิเชียร 856 856 1,712 7 สีวิเชียร 10 สีวิเชียร 299 300 599 8 ศรีบุญเรือง 12 สีวิเชียร 617 657 1,274 9 โนนเจริญศึกษา 15 สีวิเชียร 173 196 369 10 น้ำยืน 6 โซง 649 588 1,237

ลักษณะภูมิอากาศ
สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไป ฤดูร้อนอากาศร้อนจัด ฤดูหนาวอากาศค่อนข้างเย็น มีฝนตกสม่ำเสมอ ไม่แห้งแล้ง ฝนตกเฉลี่ยปีละ 7.1 มิลลิเมตร

การเมืองและการปกครอง
เทศบาลตำบลน้ำยืน มีนโยบายด้านการเมืองการบริหาร เพื่อพัฒนาการเมืองและการบริหารงานให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจการปกครองสู่ท้องถิ่น ให้ความเป็นอิสระแก่ท้องถิ่นในการกำหนดนโยบาย การบริการ การเงินการคลัง ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพใน การปฏิบัติตามภารกิจที่เพิ่มขึ้นของเทศบาล ตลอด จนการเสริมสร้างจิตสำนึกของพนักงานเทศบาลและลูกจ้างในการบริการประชาชน ให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และเกิดความพึงพอใจ โดยยึดหลักบริหารจัดการสู่ธรรมาภิบาล ดังนี้ -ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐบาล และนโยบายจังหวัด การเมือง และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน -เสริมสร้างและดูแลให้ประชาชน มีความมั่นคงและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตเทศบาล โดยมุ่งเน้นมาตรการ การป้องกัน แก้ไข พร้อมทั้งจัดระบบป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อุบัติภัย และภัยธรรมชาติ อย่างมีประสิทธิภาพทั่งถึง และทันท่วงที -มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของเทศบาล ให้สามารถบริหารประชาชนให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว และเป็นธรรม โดยการเร่งพัฒนาคุณภาพ ของพนักงานลูกจ้าง ให้มีทัศนคติที่ดีต่อการบริการของประชาชน -นำวิชาการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้บริการประชาชนให้ได้ความสะดวกเพิ่มขึ้นและเหมาะสมกับความเจริญของบ้านเมือง รวมทั้งทบทวน ระเบียบ ขั้นตอน และวิธีปฏิบัติงานเพื่อให้การบริหารงานมีความยืดหยุ่น มีประสิทธิผล โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีการประเมินผลเป็นที่พึงพอใจของประชาชน -มุ่งพัฒนาบุคลากรของเทศบาลให้มีความรู้ความก้าวหน้าในวิทยาการ สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นที่พึงพอใจของ ประชาชน -เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้และให้ความเป็นธรรมแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี -ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้ งถิ่น เน้นการจัดทำประชาคม เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ตามครรลองระบอบ ประชาธิปไตย ตั้งแต่กระบวนการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตรวจสอบ รวมทั้งส่งเสริมระบบตรวจสอบความโปร่งใส และประเมินผลการปฏิบัติงาน เพื่อตอบ สนองความต้องการประชาชน

การศึกษา
เทศบาลตำบลน้ำยืน มีสถานศึกษาที่คอยให้การศึกษาแก่นักเรียนในเขตเทศบาลซึ่งประกอบไปด้วยสถานศึกษาสังกัดเทศบาลจำนวน 2 แห่งได้แก่ ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดน้ำยืน โรงเรียนเอกชนจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลน้ำยืน โรงเรียนอนุบาลเพชรบุปผา โรงเรียนไกยวินิจ โรงเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านโซง โรงเรียนน้ำยืน โรงเรียนเจริญศึกษา ซึ่งอยู่ใกล้กับเทศบาลสามารถให้บริการการศึกษาแก่นักเรียนได้อย่างสะดวกสบาย โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนน้ำยืนวิทยา

การสาธารณสุข
เขตเทศบาลตำบลน้ำยืน มีโรงพยาบาลจำนวน 1 แห่ง คือ โรงพยาบาลน้ำยืน มีเตียงสามารถ รองรับผู้ป่วยขนาด 50 เตียง ศูนย์บริการสาธารณสุข จำนวน 1 แห่ง และคลินิกเอกชน จำนวน 5 แห่ง

การคมนาคมขนส่ง
เส้นทางการคมนาคมที่ติดต่อกับเทศบาลตำบลน้ำยืนโดยทางรถยนต์ มีดังนี้ -ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2248 ( ถนน รพช.) เป็นถนนสายหลักของชุมชน มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชนกับหลักเมือง มีระยะทางห่างจาก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 56 กม. -ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 217 เป็นถนนสายหลักอีกสายหนึ่ง ซึ่งแยกไปจากทางหลวงจังหวัดหมายเลข 2248 ไปอำเภอเดชอุดม 51 กม. และไป บ้านแก้งระยะทาง 22 กม. -ทางคมนาคมสายรองเป็นเส้นทางที่บทบาทในการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนต่างๆในพื้นที่ ได้แก่ ถนนสีวิเชียร ถนนสงวนรัตน์ ถนนวิสูตรโยธาภิบาล ถนนสุขาภิบาล ซึ่งถนนดังกล่าวเป็นถนนที่แยกมาจากถนน รพช. (ทางหลวงหมายเลข 2248) -ถนนสายย่อยหรือถนนสายซอย เป็นถนนที่เชื่อมโยงระหว่างถนนสายรองเข้าด้วยกันโดยถนนสายย่อยของชุมชนนี้ส่วนมากเป็นถนนที่มีผิวจราจรเป็น ลูกรังหรือถนนคอนกรีตผิวจราจรกว้างประมาณ 3 - 6 เมตร ส่วนการใช้บริการในด้านขนส่งโดยสารและการบริการวิ่งตลอดทั้งวันโดยมีรถบัสวิ่งระหว่างอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี รถสองแถวเล็กวิ่งระหว่าง อ.น้ำยืน – อ.เดชอุดม รถสองแถววิ่ง อ.น้ำยืน – อ.นาจะหลวย และรถบัสวิ่งระหว่าง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี - อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีรถทัวร์วิ่งทุกวันระหว่าง อ.น้ำยืน – อ.กันทรลักษ์ – กรุงเทพมหานครวันละ 6 คัน โดยวิ่งเส้นทางผ่านบ้านด่าน เขาพระวิหาร จำนวน 2 คัน และ ผ่านกิ่ง อ.น้ำขุ่น อำเภอทุ่งศรีอุดม 1 คัน

info_outline วิสัยทัศน์ / พันธกิจ
วิสัยทัศน์ (Vision)
เทศบาลตำบลน้ำยืน อำเภอน้ำยืน อุบลราชธานี มีนายกเทศมนตรีตำบลน้ำยืน เป็นผู้บริหารสูงสุด มีภารกิจอำนาจหน้าที่ภายใต้ระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับและมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง ได้กำหนด วิสัยทัศน์การพัฒนา (vision) การพัฒนา ภาพการณ์ที่ปรารถนาให้เกิดขึ้นในอนาคตของ เทศบาลตำบลน้ำยืน ดังนี้ "น้ำยืน เมืองน่าอยู่ อู่วัฒนธรรม นำการศึกษา ประชามีส่วนร่วม"

ยุทธศาสตร์การพัฒนาเทศบาลตำบลน้ำยืน (Strategic)
1.การบริหารจัดการตามหลักธรรมมมาภิบาล -เป้าหมาย 1.ประชาชนมีองค์ความรู้ และมีส่วนรวมด้านการเมืองการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย 2.ประชาชนพึงพอใจต่อการดำเนินของเทศบาลตำบลน้ำยืนเพิ่มขึ้น -กลยุทธ์ 1.ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการเมือง การปกครอง การบริหารแก่ประชาชน 2.ส่งเสริมการมีส่วนรวมของประชาชน 3.พัฒนาด้านบุคลากรและระบบบริหารจัดการ 2.การพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน -เป้าหมาย 1.ประชาชนเดินทางสัญจรไปมาได้ สะดวก มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2.ประชาชนสาธารณูปโภค เพียงพอและทั่วถึง -กลยุทธ์ 1.พัฒนาก่อสร้าง ปรับปรุง บำรุงรักษา ระบบระบายน้ำ 2.พัฒนาก่อสร้าง ปรับปรุง บำรุงรักษาถนนและสะพาน 3.พัฒนาก่อสร้าง ปรับปรุง บำรุงรักษา ระบบไฟฟ้า 3.การพัฒนาด้านสังคมและคุณภาพชีวิต -เป้าหมาย 1.ประชาชนมีสุขภาพจิตและสุขภาพกายที่ดี 2.ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึงและเพียงพอ 3.ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ผู้ประสบภัยได้รับสงเคราะห์ทั่วถึงและเพียงพอ -กลยุทธ์ 1.ส่งเสริมการจัดสวัสดิการชุมชนและสงเคราะห์ 2.ส่งเสริมการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดและบรรเทาสาธารณภัย 3.ส่งเสริมการรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน 4.ส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน 4.การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน -เป้าหมาย 1.ประชาชนมีอาชีพมีรายได้เพิ่มขึ้น -กลยุทธ์ 1.ส่งเสริมการประกอบอาชีพและยกระดับรายได้ 2.ส่งเสริมตลาดชุมชนและสิ้นค้าพื้นเมือง 3.ส่งเสริมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและวิสาหกิจชุมชน 4.ส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรการประมง และปศุสัตว์ 5.การพัฒนาด้านการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม -เป้าหมาย 1.เทศบาลตำบลน้ำยืน มีการศึกษาอย่างมีคุณภาพและทั่วถึงยั่งยืน -กลยุทธ์ 1.ส่งเสริมการศึกษาเด็ก เยาวชนและประชาชน 2.ส่งเสริมด้านศิลปะ วัฒนธรรมและจารีตประเพณีท้องถิ่น 3.ส่งเสริมการกีฬาและนันทการ 4.เพิ่มช่องทางในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร 6. การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ -เป้าหมาย 1.ประชาชนมีน้ำต้นทุนเพื่อการบริโภค อุปโภคเพียงพอและทั่วถึง 2.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบำรุงรักษาให้คงอยู่คู่ชุมชน 3.นักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น -กลยุทธ์ 1.ก่อสร้าง ปรับปรุง บำรุงรักษา ระบบประปาหมู่บ้าน 2.ก่อสร้าง ปรับปรุง บำรุงแหล่งน้ำตามธรรมชาติและการเกษตร 3.ส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยว 4.ส่งเสริม พัฒนาความร่วมมือทางการค้า การลงทุนผู้ประกอบการโอท็อป 5.ส่งเสริมพัฒนาและอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

check_circle องค์กรแห่งการเรียนรู้
การจัดการความรู้ (Knowledge Management) เพื่อเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization )
ความหมายของ "การจัดการความรู้" (Knowledge Management: KM) การจัดการความรู้ หรือ KM ซึ่งที่ย่อมาจากคำว่า “Knowledge Management” คือ การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในส่วนราชการซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคล หรือ เอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้และพัฒนาตนเองให้เป็ นผู้รู้ นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภา พ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด (อ้างอิงจาก สำนักงาน ก.พ.ร.) KM ไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นเครื่องมือ ที่จะช่วยให้มีการสร้าง รวบรวม จัดระบบ เผยแพร่ ถ่ายโอนความรู้ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ใน สถานการณ์ต่างๆ ได้ทันเวลา และทันเหตุการณ์ จะส่งผลให้การปฏิบัติงานของคนในองค์กรมีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้องค์กรบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กร และเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization )

ความหมายและรูปแบบของความรู้
ความรู้ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษา เล่าเรียน การค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะความเข้าใจ หรือ สารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือ การปฏิบัติ องค์วิชาในแต่ละสาขา (ที่มา : พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) รูปแบบของความรู้ มี 2 ประเภท คือ 1. ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ เอกสาร กฏระเบียบ วิธีการปฏิบัติงาน สื่อต่างๆ เช่น VCD DVD Internet เทป เป็นต้น และบางครั้งเรียกว่า ความรู้แบบรูปธรรม 2. ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่า ง ๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด หรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ ประสบการณ์ แนวความคิด บางครั้งจึงเรียกว่า ความรู้แบบนามธรรม

การกำหนดขอบเขตและเป้าหมายของการจัดการความรู้
ก่อนที่จะมี จัดการความรู้ หรือทำ KM จะต้องมีการกำหนดขอบเขต และเป้าหมาย KM ก่อน ซึ่ง ขอบเขต KM เป็นหัวเรื่องกว้าง ๆของความรู้ที่จำเป็นและสอดคล้องกับประเด็นยุทธศาสตร์ตามแผนบริห ารราชการแผ่นดิน ซึ่งต้องการจะนำมากำหนดเป้าหมาย KM ซึ่งแต่ละองค์กรสามารถใช้แนวทาง ในการกำหนดขอบเขตและเป้าหมาย KM เพื่อจัดทำแผนการจัดการความรู้ขององค์กร ได้ 4 แนวทาง คือ แนวทางที่ 1 เป็นความรู้ที่จำเป็นและสนับสนุนวิสัยทัศน์ พันธกิจ ประเด็นยุทธศาสตร์ขององค์กร แนวทางที่ 2 เป็นความรู้ที่สำคัญต่อองค์กร เช่น ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า ประสบการณ์ความรู้ที่สั่งสมมา แนวทางที่ 3 เป็นปัญหาที่องค์กรประสบอยู่ และสามารถนำ KM มาช่วยได้ แนวทางที่ 4 เป็นแนวทางผสมกันระหว่างแนวทางที่ 1 , 2 หรือ 3 หรือจะเป็นแนวทางอื่นที่องค์กรเห็นว่าเหมาะสม

แนวทางการตัดสินใจเลือกขอบเขต KM
การตัดสินใจเลือกขอบเขต KM อาจใช้แนวทางต่อไปนี้ มาช่วยในการตัดสินใจว่า ขอบเขต KM ใดที่องค์กรจะคัดเลือกมาจัดทำแผนการจัดการความรู้ขององค์กร เช่น 1.ความสอดคล้องกับทิศทางและประเด็นยุทธศาสตร์ในระดับของหน่วยงานต นเอง 2.ทำให้เกิดการปรับปรุงที่เห็นได้ชัดเจน หรือเป็นรูปธรรม 3.มีโอกาสทำได้สำเร็จสูง (โดยพิจารณาจากความพร้อมด้านคน งบประมาณ เทคโนโลยี วัฒนธรรมองค์กร ระยะเวลาดำเนินงาน ฯลฯ) 4.เป็นเรื่องที่ต้องทำ คนส่วนใหญ่ในองค์กรต้องการให้ทำ 5.เป็นเรื่องที่ผู้บริหารให้การสนับสนุน 6.เป็นความรู้ที่ต้องนำมาจัดการอย่างเร่งด่วน 7.แนวทางอื่น ๆ ที่องค์กรเห็นว่าเหมาะสม

กระบวนการจัดการความรู้ และกระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อสนับสนุนการจัดการความรู้
กระบวนการจัดการความรู้ ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. และสถานบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เสนอให้ส่วนราชการนำมาจัดทำแผนการจัดการความรู้ และสอดคล้องกับขอบเขตและเป้าหมาย KM ขององค์กร มี 2 แนวคิด คือ 1.แนวคิดเรื่องกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) 2.แนวคิดเรื่องกระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management Process) 1. แนวคิดเรื่องกระบวนการจัดการความรู้ (Knowledge Management Process) เป็นกระบวนการแบบหนึ่งที่จะช่วยให้องค์กรเข้าใจถึงขั้นตอนที่ทำ ให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ หรือพัฒนาการของความรู้ที่จะเกิดขึ้นในองค์กร ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1.การบ่งชี้ความรู้ คือ การค้นหาและระบุให้ได้ว่า การที่องค์กรจะบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ ขององค์กร และ คนในองค์กรจำเป็นต้องรู้อะไรบ้าง ขณะนี้มีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด เช่น อยู่ในเอกสาร ฐานความรู้ หนังสือเวียน หรือในตัวบุคคล และอยู่ที่ใครบ้าง เป็นต้น 2.การสร้างและแสวงหาความรู้ โดยการสร้างความรู้ใหม่ที่จำเป็นต่อองค์กร การแสวงหาความรู้จากภายนอกองค์กร ( องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับความรู้ที่ต้องการเป็นพิเศษ) การรักษาความรู้เก่าที่มีอยู่และยังเป็นประโยชน์ต่อองค์กร ตลอดจนการกำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว เป็นต้น 3.การจัดการความรู้ให้เป็นระบบ คือ การวางโครงสร้างความรู้ในองค์กรเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บค วามรู้อย่างเป็นระบบในอนาคต 4.การประมวลและกลั่นกรองความรู้ คือ การปรับปรุงเอกสาร โปรแกรมการจัดเก็บเอกสารให้เป็นมาตรฐาน โดยใช้รูปแบบและเนื้อหาเดียวกัน และปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการนำความรู้ไปใช้ได้อย่างสะดวกรวดเร็วมา กขึ้น 5.การเข้าถึงความรู้ คือ การกำหนดรูปแบบและวิธีการที่จะทำให้คนในองค์กร สามารถเข้าถึงความรู้ได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรม การทำหนังสือเวียน การจัดทำ Website Web Board เป็นต้น 6.การแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คือ การที่คนในองค์กรนำความรู้ที่มีอยู่มาแลกเปลี่ยนกัน ทั้งในรูปแบบที่จับต้องได้ เช่น เอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ Intranet หรือในรูปแบบที่ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น การจัดทีมข้ามสายงาน การจัดกิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม การจัดชุมชนแห่งการเรียนรู้ การใช้ระบบพี่เลี้ยงเพื่อสอนงาน การสับเปลี่ยนสายงาน การยืมตัว และการจัดเวทีความคิดเห็น เป็นต้น 7.การเรียนรู้ คือ การที่คนในองค์กรนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาในรูปแบบและวิธีการต่ าง ๆ ไปใช้ในการปฏิบัติงาน โดยมีการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ และนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่ในองค์กร 2. แนวคิดเรื่องกระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management Process) เป็นกรอบแนวคิดแบบหนึ่งเพื่อให้องค์กรที่ต้องการจัดการความรู้ภ ายในองค์กร ได้มุ่งเน้นถึงปัจจัยแวดล้อมภายในองค์กร ที่จะมีผลกระทบต่อการจัดการความรู้ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ดังนี้ 1.การเตรียมความพร้อมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของคนในองค์ก ร คือ ก ารเน้นให้ผู้บริหารเป็นแบบอย่างที่ดีในการจัดการความรู้ การแก้ไขกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่น การสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างให้โอกาสพนักงานแสดงความคิดเห็น และการส่งเสริมการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เช่น การประกาศนโยบายการจัดการความรู้ให้ทุกคนทราบ เป็นต้น 2.การสื่อสาร เพื่อทำให้ทุกคนในองค์กรอยากให้ความร่วมมือในการจัดการความรู้ใ นองค์กร โดยการเน้นทุกคนเข้าใจถึงสิ่งที่องค์กรจะทำ ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน และแต่ละคนจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร ผ่านช่องทางการสื่อสารในรูปแบบต่าง เช่น จดหมายเวียน E-Mail Intranet เป็นต้น 3.กระบวนการและเครื่องมือ เพื่อทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ในองค์กร และสามารถเข้าถึง ค้นหาและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็วมากขึ้น โดยเน้นการพิจารณาความเหมาะสมกับชนิดของความรู้ ลักษณะขนาดสถานที่ตั้งองค์กร ลักษณะการทำงาน วัฒนธรรมองค์กร และทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น หากเป็นความรู้ที่เป็นเอกสาร จับต้องได้ อาจใช้หนังสือเวียน หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือในการเข้าถึงความรู้ แต่ถ้าหากเป็นความรู้ที่ต้องใช้ประสบการณ์ หรือใช้ประสาทสัมผัส อาจใช้การสอนงานระหว่างทำงาน หรือประสบการณ์โดยตรงเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงความรู้ เป็นต้น 4.การฝึกอบรมและการเรียนรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและหลักการของการจั ดการความรู้ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องเกี่ยวกับการกำหนดเนื้อหา กลุ่มเป้าหมาย วิธีการ และการประเมินผลและการปรับปรุงการฝึกอบรม / การเรียนรู้ ซึ่งตัวอย่างหลักสูตร ได้แก่ KM Implementation ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (COP) การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม การใช้ IT เป็นต้น 5.การวัดผล เพื่อให้ทราบว่าการดำเนินการได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ และนำผลของการวัดมาปรับปรุงแผนและการดำเนินการให้ดีขึ้น ตลอดจนนำผลการวัดมาใช้ในการสื่อสารกับบุคลากรในทุกระดับให้เห็น ประโยชน์ของการจัดการความรู้ 6.การยกย่องชมเชยและให้รางวัล เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกระดับ โดยพิจารณาถึงความสอดคล้องด้านความต้องการของบุคลากร แรงจูงใจระยะสั้นและระยะยาว การบูรณาการกับระบบที่มีอยู่ การปรับเปลี่ยนให้เข้ากับกิจกรรมที่ทำในแต่ละช่วงเวลา

แผนการจัดการความรู้ ... กุญแจสู่ความสำเร็จในการจัดการความรู้ในองค์กร
แผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) เป็นแผนงานที่แสดงถึงรายละเอียดการดำเนินงานของกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้องค์กรบรรลุผลตามเป้าหมาย (Desire State) ที่กำหนด

ขั้นตอนการจัดทำแผน KM
(อ้างอิงจากคู่มือการจัดทำแผนการจัดการความรู้ โดย สำนักงาน ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ) 1.องค์กรจะต้องมีการกำหนดขอบเขตการจัดการความรู้ หรือ ขอบเขต KM (KM Focus Area) และเป้าหมาย KM (Desire State) ที่องค์กรต้องการเลือกทำ และต้องการจัดการความรู้ที่จำเป็นต้องมีในกระบวนงาน (Work Process) เพื่อสนับสนุนประเด็นยุทธศาสตร์ขององค์กร 2.เมื่อองค์กรได้ตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสมของขอบเขต KM (KM Focus Area) และเป้าหมาย KM (Desired State)แล้ว ให้นำหัวข้อเป้าหมาย KM ที่องค์กรต้องทำ มาจัดทำแผนการจัดการความรู้ (KM Action Plan) โดยการจัดทำแผนจะขึ้นอยู่กับความพร้อมขององค์กรที่ทำให้เป้าหมา ย KM บรรลุผลสำเร็จ โดยการประเมินองค์กรของตนเองก่อนจัดทำแผน KM 3.การประเมินองค์กรของตนเองเรื่องการจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่ทำให้ทราบถึงความพร้อม (จุดอ่อน - จุดแข็ง / โอกาส - อุปสรรค) ในเรื่องการจัดการความรู้ และนำผลการประเมินดังกล่าวมาใช้เป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการจัดทำแ ผน KM ให้ สอดรับกับเป้าหมาย KM ที่เลือกไว้ โดยองค์กรสามารถเลือกวิธีการประเมินองค์กรตนเองเรื่องการจัดการ ความรู้ที่เหมาะสมกับองค์กร ได้ดังนี้ 1.ใช้วิธีการประเมินองค์กรตนเองเรื่องการจัดการความรู้ KMAT (The Knowledge Management Assessment Tool : KMAT) ซึ่งเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในการประเมินองค์กรตนเองในเร ื่องการจัดการความรู้ และให้ข้อมูลกับองค์กรว่ามีจุดอ่อน-จุดแข็ง / โอกาส-อุปสรรค ในการจัดการความรู้เรื่องใดบ้าง โดยเครื่องมือนี้แบ่งออกเป็น 5 หมวด ดังนี้ หมวด 1 กระบวนการจัดการความรู้ หมวด 2 ภาวะผู้นำ หมวด 3 วัฒนธรรมในเรื่องการจัดการความรู้ หมวด 4 เทคโนโลยีการจัดการความรู้ หมวด 5 การวัดผลการจัดการความรู้ 2.ใช้วิธีอื่น ๆ ในการประเมินองค์กรตนเองเรื่องการจัดการความรู้ เช่น แบบสอบถาม รายงานผลการวิเคราะห์องค์กร เป็นต้น การประเมินองค์กรตนเองดังกล่าว จะต้องเป็นการระดมสมองกันภายในองค์กรเอง โดยอย่างน้อยจะต้องมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามขอ บเขต KM และเป้าหมาย KM เข้าร่วมการประเมินองค์กรด้วย ผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินตนเองเรื่องการจัดการความรู้ จะต้องเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนกับขอบเขต KM และเป้าหมาย KM ซึ่งจะทำให้การจัดทำแผนการจัดการความรู้สามารถสอดรับกับผลลัพธ์ ที่ได้จากการประเมิน และส่งผลให้เป้าหมาย KM บรรลุผลสำเร็จตามแผนที่กำหนด 4.นำผลการประเมินตนเองที่ได้ มาจัดทำแผนการจัดการความรู้ หรือ แผน KM ตามกระบวนการจัดการความรู้ และกระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลง โดยให้ระบุถึง 1.กิจกรรมต่าง ๆ ตาม กระบวนการจัดการความรู้ (7ขั้นตอน) และกระบวนการบริหารการเปลี่ยนแปลง (6 องค์ประกอบ) 2.วิธีการสู่ความสำเร็จ 3.ตัวชี้วัดความสำเร็จ 4.เป้าหมาย 5.วัสดุ อุปกรณ์ที่ต้องใช้ 6.งบประมาณดำเนินการ 7.ผู้รับผิดชอบการดำเนินการ ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้จัดทำ แผนการจัดการความรู้ โดยมีการกำหนดขอบเขต KM หรือกำหนดองค์ความรู้ที่จำเป็นในการปฏิบัติงานเพื่อ สนับสนุนประเด็นยุทธศาสตร์ขององค์กร ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 ดังนี้ -แผนการจัดการความรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 มุ่งเน้นการจัดการความรู้เกี่ยวกับ 1."การส่งเสริม อปท. ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นให้เชื่อมโยงกับแผนชุมชน" -แผนการจัดการความรู้ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2550 มุ่งเน้นการจัดการความรู้เกี่ยวกับ 1."การส่งเสริม อปท. ในการดำเนินการตามโครงการจัดระเบียบการจำหน่ายสินค้าในที่สาธารณะเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน" 2."การตรวจติดตามการจัดระบบควบคุมภายในของ อปท. ตามระเบียบ คตง. ว่าด้วยการกำหนดมาตรฐานการควบคุมภายใน พ.ศ. 2544 ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง"



× เทศบาลตำบลน้ำยืน